คน 5 ประเภทเหล่านี้ อนาคตถ้ายังไม่ปรับตัว อาจต้องลำบาก

ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า อาจารย์ Li Kaifu เคยกล่าวไว้ ประมาณว่าบริษัทจะเริ่มทยอย

ปลดพนักงานออก เพื่อลดค่าใช้จ่าย และมนุษย์จะถูกแทนที่ด้วยการใช้หุ่นยนต์

ดังนั้นอย่ าคิดว่าเรื่องเหล่านี้ มันไกลตัวไปเพราะในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว

ก็เริ่มทยอยปรับโครงสร้างองค์กร และคน 5 ประเภทต่อไปนี้ ก็มีโอกาสที่จะเจอกันเหตุการณ์พวกนี้

1. คนที่ไม่เรียนรู้ นอกเหนือ จาก 8 ชั่ วโมงหลังทำงาน

มีเพื่อนเราคนนึงทำงานที่โกดั งสินค้ าเช็ คจำนวนสินค้า งานนี้เป็นงานง่ายๆ ที่เหมือนจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์

แต่พอทำงานปีแรกก็ค้นพบว่ามีของถูกจัดส่ง เป็นจำนวนมาก

เขาเริ่มเกิดไอเดีย แล้วจากนั้นก็ไปค้นหาข้อมูลต่อและพบว่าของบางอย่ างในโกดัง

เป็นที่ต้องการของตลาดมาก ด้วยความที่ อยู่ในวงการนี้มานาน จึงทำให้เขามองหาแหล่ งผลิต

ที่ต้นทุ นถูก จากนั้นก็เริ่มนำมาลงหน้าเว็ปเพื่อข ายออนไลน์ พอเวลาผ่านไป 3 ปี

ธุรกิจของเขาขย า ยตัวอย่ างรวดเร็ว เข้าปีที่ 7 ก็ได้เปิดบริษัทเป็นของตัวเอง และตลอดเวลาในการทำงาน

สิ่งที่เขาไม่เคยหยุดทำเลยคือ ใช้เวลานอกเหนือจาก 8 ชั่ ว โมง เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่

ยุคสมัยนี้มันคือยุคแห่งการเรียนรู้ ความรู้เติบโตขึ้นในอัตราที่ก้าวกระโดด

เพราะทุกคนมีอินเตอร์เน็ต สามารถเข้าถึงข่ าวสารได้เอง และรวดเร็วด้วย

2. คนที่ทำงานแบบเดิมๆ

พนักงานที่ด้งานเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น แพคของ ประกอบชิ้นส่วน งานที่อาศัยแค่การจับวาง

ที่ไม่ได้ใช้การคิดวิเคราห์ หรือการตัดสินใจใดๆ เรียกว่าทำงานด้านเดียว

เหมือนหุ่นยนต์ จึงไม่แปลกเลย ถ้าจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์จริงๆ

3.คนมองอะไรสั้นๆ แค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า

หลังเรียนจบ Tan Si กับ Li Ting เข้าไปฝึกงาน ที่บริษัทบัญชีแห่งหนึ่งหลังหมดระยะฝึกงาน

บริษัทเสนอให้ไปศึกษางาน ที่ต่างประเทศเป็นสำนักงานใหญ่ เป็นเวลา 2 ปี

แต่ได้เงินเดือนเพียงครึ่งเดียว ไม่มีค่าค อมมิ ชชั่นให้ แต่ Li Ting รู้สึกว่าเงินเดือนน้อยไป

และไม่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิต ก็เลยไม่ไป ส่วน Tan Siกล้าตัดสินใจ เลือกไปศึกษางาน

ในต่างประเทศ มุมมองของเธอ คิดว่าไปศึกษางานและยังได้เงินเดือนเป็นเรื่อง

ที่คุ้มแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี Tan Si กลับมาในฐานะหัวหน้าโครงการคนใหม่

รายได้ 1 ล้าน/ปี ส่วน Li Ting ก็คงทำงานในตำแหน่งเดิม เงินเดือนในตอนนี้ไม่ถึง 1 ใน 3 ของ Tan Si

4. คนที่ไม่เข้าใจ ในการลงทุ นกับตัวเอง

เรามักจะได้ยินคำเตือนว่าอย่าฟุ่มเฟือยแต่หากเราเก็บเงินได้ 1 แสนต่อปี ภายใน 10 ปี

เก็บได้ 1 ล้านนี่คือเก่งหรอ? คำตอบคือไม่ใช่ เพราะคุณใช้เวลา 10 ปีจึงจะ

เก็บเงินได้ 1 ล้านแต่ว่าคนอื่นอาจจะใช้เวลาเพียงปีเดียวในการเก็บเงินล้าน

แล้วคุณต้องรู้ว่า จะลงทุ นกับตัวเองอย่างไร ถ้าทุกเดือนคุณ เอาเงินส่วนหนึ่ง

มาลงทุนกับตัวเองสักหน่อย เช่น ออกเดินทาง เที่ยวรอบโลก เพื่อไปเจอธุรกิจใหม่ๆ

ที่ในบ้านเรายังไม่มี จากนั้นก็นำไอเดียกลับมาต่ อยอดก็ได้

5. คนที่ทำงาน ร่วมกับคนอื่นไม่ได้

มีเรื่องเล่าอยู่ว่า บริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง เขาได้ให้เงิน ผู้สมั ครงาน 75 บาท

ให้ไปหาข้าวกินด้วยกัน เมื่อทั้ง 6 คนไปถึงร้านอาหารปรากฎว่า ข้าวจานหนึ่ง

ราค าอย่ างต่ำ 15 บาท เงินที่พวกเขามีไม่พอ พวกเค้าก็เลยกลับไปที่บริษัท

พอถึงบริษัท ประธานบริษัทรู้เข้าก็ส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า ขอโทษด้วยพวกคุณไม่เหมาะ

กับบริษัทเรา และรู้ไหม…? ว่าร้านอาหารร้านนั้นมีโป รโมชั่ นซื้อ 5 แถม 1

แล้วคือไม่ได้อ่ านดูรายละเอียดในเมนูเลยหรือไง นี่มันทำให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจ

แม้ไม่มีโปรก็ยังขอจานเปล่ามาหนึ่งใบ สั่งข้าว 5 จานมาแบ่งกันกินก็ได้นี่

เพราะแต่ละคนไม่คิดว่ามาด้วยกัน จึงไม่เกิดคำว่าเป็นทีมเดียวกันไงล่ะ